ชนเผ่าพื้นเมือง ปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น


[ได้รับไฟล์จากพี่ประเสริฐบอกว่า "ทาง AIPP ขอให้ผมถอดบทความเป็นไทยที่น่าสนใจบางบทความมาเล่าสู่เพื่อนๆ เดือนนี้เป็นเรื่องการพัฒนากฎระเบียบชุมชนในการป้องกันความหลากหลายทางชีวภาพจากนักวิจัยหรือคนจากภายนอก ในการยอมรับกฎระเบียบที่มาจากชาวบ้าน ดูน่าสนใจเพื่อแบ่งกันอ่านและถ้าคิดว่ามีประโยชน์ต่อเพื่อนNGOและชาวบ้าน คุณสามารถส่งต่อหรือถ่ายเอกสารแจกให้ชาวบ้านได้เลยครับ"]

ความมุ่งมั่นของชุมชนในการปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นของชนเผ่าพื้นเมือง
กรณีศึกษาของบุนดู เคนีกัล รัฐซาบาห์ มาเลเซีย ปากอส ทรัสต์ เปนัมปัง ซาบาห์ มาเลเซีย
ถอดความเป็นภาษาไทยโดย ประเสริฐ ตระการศุภกร

ความเป็นมา

ตั้งแต่การประชุมสุดยอดที่เมือง ริโอ เดอ จา เนโร ในเดือนมิถุนายนปี 2535 และผลที่ตามมาของสนธิสัญญาในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention of Biodiversity) ในเดือนธันวาคมปี 2536 ประเด็นเกี่ยวข้องกับการกำกับและเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองได้รับความสนใจมากขึ้น โดยภาพรวมแล้วความต้องการในการปกป้องและรักษาพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพแน่นหนาได้รับการพิจารณาอย่างรีบด่วนและจริงจัง ไม่เพียงแต่เหตุผลทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลที่สำคัญมากกว่านั้นอีกคือหลักทางด้านคุณธรรมที่ต้องมีในข้อตกลงที่มีผลต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศน์และความอยู่รอดปลอดภัยของมนุษยชาติต่อไป

ได้มีความพยายามอย่างมากและต่อเนื่องตลอดมาในการที่จะไม่ให้รัฐเข้ามาแทรกแซงในช่วงการประชุมของสมาชิกพรรคของสหประชาชาติในประเด็นของการเข้าถึงพันธุกรรมทางทรัพยากร การรับรองเงื่อนไขทางกฎหมายและนโยบายอื่นๆที่เกี่ยวกับการเข้าถึงและกำกับที่มีวิธีการที่หลากหลายในการอนุรักษ์ทรัพยากรและการวางยุทธศาสตร์ในการจัดการที่ได้บ่งบอกถึงการเอาจริงเอาจังของสมาชิกพรรคของประเทศในอาเซียน(AMCs) ในประเด็นการเข้าถึงพันธุกรรมทางทรัพยากร อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในการกำหนดและปฏิบัติการในการวางนโยบายและยุทธศาสตร์ บ่อยครั้งมากทีเดียวที่มีการมองข้ามชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งมีบทบาทสำคัญในกาดูแลรักษาและปกป้องทรัพยากรชีวภาพจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งที่ต่อเนื่องตลอดมา

มาเลเซียได้ทำสัตยาบันของสนธิสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพในปี 2537 และในปี 2541ได้นำสนธิสัญญานี้เข้าสู่ในนโยบายแห่งชาติในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพของมาเลเซีย เพื่อเป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการฉบับร่าง ในปี2542 รัฐบาลมาเลเซียได้นำเสนอนโยบายฉบับสมบูรณ์ออกมาสู่พลเมืองของประเทศ นโยบายแห่งชาติมีแนวทางที่แสดงเจตนาต่อประเด็นการเข้าถึงและการได้รับการแบ่งสันปันส่วนประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศมาเลเซียเป็นหนึ่งในสิบสองประเทศของโลกที่ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพที่มีมากมายและหนาแน่น ทั้งนี้เป็นเพราะมีรูปแบบการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพที่ใช้ฐานการจัดการตามประเพณี ความเชื่อ ศาสนาและวัฒนธรรม ของชนเผ่าพื้นเมืองและมีการนำไปใช้ตามวิถีตามประเพณี เช่นการเก็บพืชมาใช้ทำยาสมุนไพรการเก็บผลผลิตจากป่า ล้วนแสดงออกถึงผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเชิงธุรกิจที่ได้จากความหลากหลายทางชีวภาพ

อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สะท้อนยุทธศาสตร์ในการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้ คณะกรรมการของมาเลเซียที่ร่างกฎหมายในการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพได้ก่อตั้งและประสานงานโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นการปรึกษาหารือกันในระดับชาติ มีการเชิญองค์กรเอกชนต่างๆเข้ามาร่วม อย่างไรก็ตามการเชิญตัวแทนจากชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆถือว่าเข้าร่วมปรึกษาหารือมีจำนวนน้อยมาก อย่างไรก็ตามทางกระทรวงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ส่งสำเนาฉบับร่างของกฎหมายนี้ให้แก่ ปากอส ทรัสต์ ในปี 2543 แต่มีการกำชับอย่างขึงขังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ยังเป็นความลับและไม่อนุญาติให้เผยแพร่ต่อชุมชนได้อย่างอิสระ

ความหลากหลายของพืชและสัตว์ที่มีอยู่มากมายในดินแดนของชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง เป็นเพราะวิถีชีวิตเชิงอนุรักษ์ที่มีต่อปฏิสัมพันธ์ที่นบนอบและทะนุถนอมต่อทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ จึงทำให้รัฐซาบาห์มีพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย และจากการสำรวจของนักชีววิทยา ค้นพบว่าประเด็นของการละเมิดลิขสิทธิ์ทางชีวภาพในดินแดนแห่งนี้มีมากจนกลายเป็นประเด็นระดับโลก ถึงแม้จะมีกลไกในการวางระเบียบของกิจกรรมการสำรวจทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่เหล่านั้นก็ตามและระเบียบเหล่านั้นยังครอบคลุมไปถึงการควบคุมนักวิจัยท้องถิ่นที่มาเก็บตัวอย่างพืชพันธุ์หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับความรู้ท้องถิ่นของชุมชน แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย


การสร้างกฎระเบียบของชุมชน
ในปี 2541 มีความพยายามที่จะสร้างความตระหนักการรับรู้ให้กับชุมชนเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งไปเกี่ยวโยงกับความถูกต้องหรือความไม่ถูกต้องทางกฎหมายในการค้นหาหรือสำรวจทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่ดั้งเดิมของชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง โดยได้มีการประชุมปฏิบัติการขึ้นซึ่งมี ปากอส ทรัสต์เป็นผู้ร่วมจัดกับชุมชน การประชุมเชิงปฏิบัติการในชุมชนไม่เพียงแต่ให้ชุมชนมีโอกาสเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และประสบการณ์ในเรื่องกิจกรรมการสำรวจค้นหาทางชีวภาพในพื้นที่ของตนเอง แต่ยังพูดคุยถึงยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมในการบรรเทาปัญหาที่เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ทางชีวภาพ ในระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการ ชุมชนได้แสดงออกถึงความต้องการในการมีรูปแบบหรือแบบฟอร์มที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ออกมาเป็นระเบียบในการเข้าถึงทรัพยากรในดินแดนปกครองของพวกเขา
เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของชุมชน การประชุมเชิงปฏิบัติการของชุมชนได้ประมวลกฎระเบียบของชุมชนที่เกี่ยวกับการเข้าถึงและควบคุมทรัพยากรตามจารีตประเพณี การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ได้มีการจัดประชุมร่วมกันระหว่าง ปากอส ทรัสต์ กับ อุทยานซาบาห์ (โครงการกินาบาลูพฤกษศาสตร์ชาติพันธุ์) ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งอยู่รอบๆอุทยานกินาบาลูและอยู่ตามอุทยานครอกเกอร์ เรนจ์ ได้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเป็นเวลา2วัน ผู้เข้าร่วมประชุมได้พูดคุยกันถึงประสบการณ์เกี่ยวกับการสำรวจค้นหาพันธุ์พืชและผลออกมาก็คือมีข้อตกลงที่จะร่างกฎระเบียบของชุมชนในการเข้าถึงองค์ความรู้และการจัดการทรัพยากร พร้อมทั้งเงื่อนไขอื่นๆในการควบคุมการเข้าถึงทรัพยากรของชุมชน กิจกรรมต่างๆจะต้องมีการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งการแก้ไขปัญหาเกี่ยวข้องกับการลักลอบตัดไม้ วิธีการจับปลาที่ไม่ยั่งยืน หรือการวิจัยโดยการเก็บตัวอย่างทรัพยากรต่างๆ เช่น ต้นหวาย สัตว์ป่า แมลง ผลผลิตของป่าและรวมไปถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทางชีววิทยาของนักวิจัย เป็นต้น

ในระหว่างการร่างกฎระเบียบของชุมชน พวกเขาได้หยิบยกเอากฎจารีตประเพณีที่ชุมชนปฏิบัติกันมาในการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อการอนุรักษ์ ภูมิปัญญาเหล่านี้ ได้ถูกมาใช้เป็นแนวในการร่างกฎระเบียบ ในเรื่องกฎจารีตประเพณี ได้เลือกผู้เฒ่าผู้แก่มาเป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้กฎจารีตประเพณี ใครทำผิดกฎจะถูกปรับตามเงื่อนไขที่วางไว้ เงื่อนไขต่างๆก็ถูกเขียนลงไปอย่างเคร่งครัดในการเข้าถึงทรัพยากรในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตดินแดนตามประเพณีและเขตพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์ โดยให้มีการยืนยันว่าผู้ที่เก็บเกี่ยวจะเป็นชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องยอมรับกฎระเบียบร่วมกัน นั่นก็หมายถึงว่าการที่จะมีคนเข้าวิจัยหรือทำกิจกรรมอื่นๆก็ตามต้องปรึกษาหารือกับชุมชนเสียก่อน ซึ่งผู้นำหมู่บ้านหรือตัวแทนของชุมชนจะต้องมีความมั่นใจว่าคนที่เข้ามาที่มาจากข้างนอกจะต้องศึกษาและมีความเข้าใจในกฎจารีตประเพณีของชุมชนซึ่งพัฒนามาเป็นกฎระเบียบของชุมชนไปแล้วมาเป็นอย่างดีนั่นเอง
หลังจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเสร็จสมบูรณ์ ร่างของกฎระเบียบของชุมชนได้แจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมประชุมทุกๆคนเพื่อที่จะกลับไปพูดคุยกับชุมชนของตนเองเพื่อเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้เสนอข้อคิดเห็นและสะท้อนความคิดกลับมาหาทางคณะผู้ร่วมร่างกฎระเบียบนี้ เมื่อติดตามผลต้องใช้เวลามากพอสมควรกว่าจะกลับมารวมข้อคิดเห็นและแล้วร่างสุดท้ายของกฎระเบียบชุมชน(ในกล่องที่หนึ่ง)ที่ทำเป็นภาษามาเลย์ซึ่งเป็นภากลางของชาติได้เสร็จสิ้นลงและได้รับการลงมติยอมรับในปลายปี 2542 โปสเตอร์และแผ่นพับของกฎระเบียบชุมชนโดยการเตรียมการโดยปากอส ทรัสต์ได้แจกจ่ายให้หมู่บ้านต่างๆโดยถ้วนหน้ากัน

กฎระเบียบชุมชน(ฉบับแปล)
เราชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง (ของรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย)
เรามีความพยายามที่จะดูแลจัดการการละเมิดลิขสิทธิ์ของพันธุ์พืช การสำรวจพันธุ์พืชที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในรัฐซาบาห์ และเป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองที่จะควบคุมการเข้าถึงองค์ความรู้ชนเผ่าพื้นเมืองและทรัพยากรทางด้านชีววิทยา

การตระหนักถึงความสำคัญขององค์ความรู้ชนเผ่าพื้นเมืองในระยะคับขันในการใช้และปกป้องทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน

การให้ความสำคัญเป็นพิเศษของทรัพยากรชีวภาพที่ถูกค้นพบในดินแดนของชนเผ่าพื้นเมืองและเขตปกครองเพื่อชีวิตของเรา

การเข้าใจในการเข้าถึงทรัพยากรทางชีวภาพและองค์ความรู้ชนเผ่าพื้นเมืองในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุม จึงต้องมีกฎระเบียบที่สามารถใช้โดยชุมชน
ยินดีต้อนรับเงื่อนไขที่อยู่ในมาตรา 8 (J) ของสนธิสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และกรอบงานของอาเซียนในข้อตกลงเกี่ยวกับการเข้าถึงพันธุกรรมทรัพยากรซึ่งยอมรับองค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมืองในการจัดการใช้และปกป้องทรัพยากรชีวภาพได้อย่างยั่งยืน และมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการได้เอามาใช้จริง
เพื่อทบทวนความจำในการตัดสินใจและรับผิดชอบของรัฐบาลมาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหประชาชาติที่ทำสัตยาบันให้กับสนธิสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสนับสนุนการให้ข้อมูลข่าวสารล่วงหน้าก่อนที่จะรับเงินสนับสนุนและการตัดสินอย่างเด็ดเดี่ยวในการปกป้องและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อความดีงามให้กับทุกคนและคนรุ่นต่อๆไป

การเตรียมการและการให้สัตยาบันต่อกฎระเบียบชุมชนเพื่อจะได้เป็นที่ยึดมั่นและเชื่อถือกับทุกๆคนที่ปรารถนาจะมาทำวิจัยหรือสำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งจะมาเกี่ยวพันกับชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือสมาชิกในชุมชนผู้ใดผู้หนึ่งโดย
1) ต้องมีการให้ข้อมูลกับชุมชนผ่านคณะกรรมการความมั่นคงและพัฒนาของชุมชน หัวหน้าหมู่บ้านหรือประธานขององค์กรชาวบ้าน
2) การได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่อำเภอหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ( ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย วนอุทยานซาบาห์ กรมป่าไม้ กรมสัตว์ป่า หรือหน่วยแผนเศรษฐกิจ)
3) การรายงานและการรับข่าวสารของชุมชนต้องผ่านการประชุมของชุมชน โดยใช้เครื่องมือสื่อสารของชุมชนหรือวิธีการสื่อสารของชุมชนในการที่จะสามารถเข้าใจได้ง่ายๆดังโดยบรรจุหลักการหลักๆต่อไปนี้
-วัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายของกิจกรรม
-ภูมิหลังหรือความเป็นมาของนักวิจัยและองค์กรที่สนับสนุน
-แผนงานและกิจกรรมต่างๆ
-ผลดีหรือผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน
-ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดต่อชุมชน
-ผลกระทบจากการศึกษาหรือกิจกรรม
4) ทำร่างหรือกรอบงานที่เป็นข้อตกลง เพื่อให้ชุมชนได้อ่านก่อนที่จะมีการยอมรับร่วมกัน
5) ต้องจัดให้มีข้อมูลไปถึงชุมชนหรือหมู่บ้านอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะเดินทางเข้าหมู่บ้านและต้อง หลังจากที่มีลายเซ็นการยอมรับจากชุมชนแล้ว
6) ยอมรับเรื่องของกฎข้อห้าม ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชน
7) รายงานผลการวิจัยหรือกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ และต้องมีตัวแทนจากชุมชนที่ถูกคัดเลือกเข้าไปร่วมโครงการกิจกรรมหรือวิจัยนั้นๆอย่างน้อย 1 คน
8) อาจจะต้องมีการติดตามเงื่อนไขพิเศษโดยชุมชน ในกรณีที่มีการเก็บตัวอย่างชีวภาพตามข้อตกลงที่บันทึกไว้
9) การทำตามข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่เกี่ยวกับการแบ่งปันจัดสรรประโยชน์ (ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปของเงิน แต่ควรเป็นรูปแบบที่เป็นโครงการสนับสนุนความต้องการของชุมชนอาจเป็นการยอมรับสิทธิที่ดิน การเก็บบัตรผ่านประตูชุมชน หรือวัสดุอุปกรณ์) และ
10) การยอมรับกฎระเบียบของชุมชนรวมไปถึงกฎระเบียบในการปรับหรือลงโทษ ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎระเบียบหรือปฏิบัติการที่เกี่ยวกับระบบความยุติธรรมของชุมชนนั้นๆ

ปฏิบัติการของกฎระเบียบชุมชน

กฎระเบียบชุมชนได้ปฏิบัติโดยชุมชนบุนดูและเกนิงกอ ตามด้วยข้อเสนอเรียกร้องจากนักวิจัยท้องถิ่น นางสาวรูซัสรินาอิดรูส จากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ทำวิจัยในการศึกษาผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสิทธิที่ดินในการบริหารจัดการป่าไม้ ในรัฐซาบาห์ในปลายปี 2542 ชุมชนบุนดูได้ร่วมสร้างกฎระเบียบของชุมชนออกมาใช้ จึงนับว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งองค์กรหนึ่งขององค์กรปากอส ทรัสต์ที่สนับสนุนอยู่
หมู่บ้านบุนดูเป็นหย่อมบ้านหนึ่งของ 6 หมู่บ้าน ตั้งอยู่ในอำเภอเกนิงกัลป์ ในเขตปกครองของรัฐซาบาห์(ดูได้จากแผนที่ 1) ประชากรทั้งหมดของหมู่บ้านบุนดูมีจำนวน 800 คน และเกือบทั้งหมดเป็นชนเผ่ากาดาซันดูซัน ชาวบ้านส่วนหนึ่งของพวกเขามีอาชีพเป็นข้าราชการและชาวบ้านในบุนดูส่วนใหญ่ทำงานของตนเองซึ่งเป็นการเกษตรกรรมแบบพึ่งพาตนเองนับว่าวิถีชีวิตของพวกเขาได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ลุ่มน้ำที่น้ำท่วมและไหล่เขาที่ปลูกข้าว ข้าวนาและข้าวไร่ รวมถึงอาหารจากพันธุ์พืชอื่นๆ อาหารโปรตีนพวกเขาได้จากสัตว์เลี้ยง รวมถึงได้ได้จากการล่าสัตว์และเก็บของป่าจากบริเวณป่าทุติยภูมิบริเวณอาณาเขตชุมชน และได้ปลาจากแม่น้ำ อะพินอะพินที่เป้นแม่น้ำสายหลักของพวกเขา ในอดีตหลายปีมาแล้ว ชุมชนได้ต่อสู้เพื่อพิทักษ์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขาจากพวกลักลอบตัดไม้ ซึ่งเข้ามาคุกคามทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขา ส่วนหนึ่งของการรณรงค์ต่อต้านด้านการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่องก็คือการเข้าไปต่อสู้เพื่อการมีสิทธิเหนือพื้นที่เก็บกักน้ำที่บริษัทตัดไม้กักน้ำไว้จนเกิดน้ำเน่าเสียทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นใช้น้ำต่อไปไม่ได้ การต่อสู้มีองค์กรชาวบ้านชื่อ มามากัตเป็นองค์ชาวบ้านท้องถิ่นที่เคลื่อนไหวเป็นหลักจนสามารถนำบริษัทตัดไม้ขึ้นศาลและกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดมลภาวะทางน้ำและกระทบวิถีชีวิตของชุมชนจนชนะคดีเป็นต้น
นักวิจัยที่เข้ามาศึกษาวิจัยในท้องถิ่นนั้น รู้จักหมู่บ้านบุนดูจากเพื่อนของเธอซึ่งมาจากหมู่บ้านบุนดู สาเหตุหนึ่งที่หมู่บ้านบุนดูถูกเลือกเป็นพื้นที่วิจัยของเธอเพราะเป็นหมู่บ้านที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้และเผชิญหน้ากับปัญหาที่เข้ามารังควันชุมชนจนได้รับความสำเร็จ ก่อนที่จะทำวิจัย นักวิจัยได้เขียนหนังสือเพื่อขออนุญาติจากหมู่บ้านใช้เวลาเป็นปีแล้วถึงจะสามารถเริ่มลงมือวิจัยได้ จดหมายถูกส่งไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2542 และสามารถเริ่มงานวิจัยได้ในเดือนมิถุนายนปี 2543 และงานวิจัยได้เสร็จสิ้นลงในเดือนธันวาคมปีเดียวกันคือปี 2543 องค์กรชาวบ้านบุนดูหลังจากได้รับจดหมายขออนุญาตเข้ามาทำวิจัย องค์กรมามากัตซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้านพร้อมทั้งคนในชุมชนได้จัดการประชุมเกี่ยวกับการขออนุญาตจากนักวิจัยขึ้น การประชุมพวกเขาได้ร่างข้อตกลงงานวิจัยระหว่างชุมชนกับนักวิจัย ในข้อตกลงนั้นใช้ฐานของความตระหนักต่อองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการปกป้องชุมชนและทรัพยากรของพวกเขา พวกเขาจึงใช้กฎระเบียบชุมชนเป็นฐานคิดและเป็นแนวทางในการร่างข้อตกลงของคนที่เข้ามาทำวิจัยในชุมชนขึ้นมาในที่สุดเป็นต้น

แผนที่ที่ตั้งของชุมชนบุนดู หมู่บ้านวิจัยของนักวิจัยที่ผ่านการอนุญาตจากชุมชน

ก่อนที่จะมีข้อตกลง ของระหว่างทั้งสองฝ่าย (ตามกล่องที่ 2) คือชาวบ้านและนักวิจัย ได้จัดให้มีการประชุมโดยให้นักวิจัยนำเสนอวัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมายของการศึกษา ระหว่างการประชุมของชุมชน ซึ่งเป็นโอกาสที่ชาวบ้านจะถามนักวิจัยว่าการศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาอย่างไร และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการศึกษา หลังจากได้มีการประชุมนำเสนอทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังใช้เวลาตรวจสอบอีก 1 สัปดาห์จึงจะมีการเซ็นสัญญาทั้งสองฝ่าย เพื่อที่จะแสดงถึงความจริงจังในข้อตกลง ผู้นำเด่นๆ ห้า คนจากหมู่บ้านบุนดู ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าหมู่บ้านจาก 3 หย่อมบ้าน ประธานกรรมการความมั่นคงและการพัฒนา และประธานขององค์กรชาวบ้านได้เซ็นสัญญาในฐานะเป็นตัวแทนของชุมชน

หลังจากทั้งสองฝ่ายได้ตกลงและเซ็นสัญญากันแล้ว ใช้เวลาอีก 6 เดือนจึงได้เริ่มทำงานวิจัยจริงๆ และระหว่างระยะเวลาของการทำวิจัย จะมีตัวแทนหนึ่งคนที่เลือกจากหมู่บ้านบุนดูเป็นผู้ติดตามกระบวนการและปฏิบัติการของนักวิจัยอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา นักวิจัยได้ถูกเรียกร้องให้ร่วมประชุมกับชุมชนเพื่อรายงานสถานะของงานวิจัยเป็นระยะๆ หลังจากที่งานวิจัยจบลง ชาวบ้านได้รับสำเนาของงานวิจัย เธอได้ให้ผลงานวิจัยหลังจากนักวิจัยได้เสนอผลการวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยแล้ว นักวิจัยกลับมาในระยะสั้นๆเพื่อประสานความเข้มแข็งกับชุมชนเพราะช่วงการทำวิจัยชาวบ้านได้ประโยชน์หลายอย่าง ในรูปแบบของรูปถ่าย แผนที่หมู่บ้าน ประเด็นพุดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหาที่ชาวบ้านเผชิญต่างๆในช่วงนั้น และที่สำคัญที่สุดก็คือการมีส่วนทำให้ชาวบ้านได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันมากยิ่งขึ้นเป็นต้น


ข้อตกลงในการอนุญาตให้นักวิจัยข้างนอกเข้ามาศึกษาวิจัยในชุมชน
ระหว่างนางสาว รัสซัสลินา อิดรุส นักวิจัย และ ชุมชนบุนดู อะพินอะพิน รัฐ ซาบาห์ ประเทศ มาเลเซีย

จากข้อตกลงในการพูดคุยระหว่างนักวิจัยและตัวแทนองค์กรชาวบ้านมามากัตและหัวหน้าชุมชนบุนดูอะพินอะพิน เราซึ่งเป็นตัวแทนของชุมชนบุนดูอะพินอะพินอนุญาตให้รัสซัสลินา อิดรูสเข้ามาทำวิจัย ณหมู่บ้านบุนดูได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2543 ถึงเดือนธันวาคมในปีเดียวกัน

ข้อตกลงในการอนุญาตครั้งนี้มีเนื้อหาสำคัญคือนักวิจัยต้องปฏิบัติตามที่ได้มีตามข้อตกลงที่ให้ไว้และซึ่งมีลายเซ็นผู้รับรองและผู้ขอเข้ามาสึกษาวิจัยดังรายละเอียดข้างล่าง โดยมีเงื่อนไขข้อสัยญาดังต่อไปนี้
1) ผลของงานวิจัยต้องมีประโยชน์ต่อชุมชนบุนดู
2) สำเนางานวิจัย ต้องให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน
3) ร่างของผลงานวิจัย จำเป็นต้องนำเสนอหมู่บ้านบุนดูในลักษณะที่เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการ ก่อนที่จะให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
4) ผลงานวิจัยที่ส่งรัฐบาลต้องเป็นต้นฉบับ
5) ผลงานวิจัยต้องนำเสนอรัฐบาล
6) ขณะที่ทำวิจัย นักวิจัยต้องประสานข้อมูลระหว่างรัฐบาลกับชุมชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน (เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูล รายงานผลของการพูดคุย แลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลกับชุมชน)
7) นักวิจัยต้องเป็นกลาง และเปิดกว้างที่จะรับฟังข้อวิจารณ์
8) นักวิจัยต้องมีความชัดเจนและอธิบายให้กับชุมชนอย่างกระชับและชัดเจน (ตัวอย่างเช่น ขณะสัมภาษณ์ต้องหลีกเลี่ยงคำถามที่ล่อแหลมต่อความเข้าใจผิดหรือเกิดข้อสงสัยขึ้น)
9) นักวิจัยต้องนำเสนอโครงการที่สมบูรณ์หนึ่งเดือนก่อนเริ่มทำวิจัย
10) นักวิจัยต้องยอมรับและปรับงานวิจัยให้สอดคล้องกับจารีตประเพณีของหมู่บ้าน
11) นักวิจัยต้องทำตามกฎระเบียบของชุมชน

จากข้อตกลงนี้ เราในฐานะตัวแทนของชุมชนบุนดูอะพินอะพินจะให้ความร่วมมือกับนักวิจัยอย่างเต็มกำลัง เพื่องานวิจัยนี้ได้เสร็จสมบูรณ์ และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะประโยชน์ที่จะมีต่อต่อชุมชนที่ศึกษา

เค เค กูรุโตก โกบีลี เค เค ตีกอล ติมบอ เคเค เจเมย์ บาลีกัส
หัวหน้าหมู่บ้าน กัมปงบุนดู หัวหน้าหมู่บ้านกัมปงรันไต หัวหน้าหมู่บ้านดองกีลวง

โจนส์ อังงอน จอหน์ กูดิงคิง
ประธาน เปอซาตวน มามากัต ประธาน J.K.K. กัมปงตีก้า

จากข้อตกลงนี้ ดิฉันรัสซาลินา อิดรูสซึ่งมีฐานะเป็นนักวิจัยยินยอมตกลงและจะปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักการทุกประการระหว่างทำงานวิจัยในหมู่บ้านบุนดู

รัสซาลินา อิดรูส
นักวิจัย

เอกสารที่แนบมาด้วย
1) จดหมายขออนุญาตทำวิจัยของนักวิจัย
2) โครงการวิจัยฉบับสรุปโดยนักวิจัย
3) รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมระหว่างเดือนมิถุนายน 2542


สถานะภาพของกฎระเบียบชุมชน

บทนำของนโยบายความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของรัฐซาบาห์ได้ถูกบัญญัติขึ้นตั้งแต่ปี 2543 อย่างไรก็ตามระเบียบข้อบังคับที่เป็นปฏิบัติการในจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของรัฐซาบาห์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่ถูกออกมาปฏิบัติการจริงๆได้ กฎระเบียบของความหลากหลายทางชีวภาพของรัฐซาบาห์ ปี 2542 โดยศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งรัฐซาบาห์กำหนดออกมาเป็นเสมือนหนึ่งอ้างอิงกฎระเบียบของความหลากหลายทางชีวภาพของรัฐซาบาห์ ในปี 2543 ยังไม่สามารถออกมาใช้ปฏิบัติได้ จนกว่ากฎระเบียบซึ่งประกอบด้วย พ.ร.บ.ที่รับรองโดยสภานิติบัญญัติและ พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพได้ผ่านการรับรองตามความประสงค์ในเดือนมิถุนายนปี 2545 และจะต้องบริหารจัดการโดยสภาความหลากหลายทางชีวภาพ แต่อย่างไรก็ตามถึงปัจจุบันสภานี้ก็ยังไม่มีการปฏิบัติการจริงๆ

ในปี 2543 ฝ่ายกฎหมายและนโยบายทางความหลากหลายทางชีวภาพของปากอส ทรัสต์พร้อมกับชุมชนได้ร่วมกันจัดการสัมมนาเพื่อร่างกฎระเบียบชุมชน ซึ่งงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน องค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งมี กรมการปกครอง พิพิธภัณฑ์ซาบาห์ และกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากการติดตามการสัมมนา ปากอส ทรัสต์ได้เสนอข้อเสนอเชิงรุกหลายข้อ เพื่อให้รวมเข้ากับการบัญญัติกฎระเบียบของความหลากหลายทางชีวภาพของรัฐซาบาห์ให้กับศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพของรัฐซาบาห์ ข้อเสนอที่สำคัญมากคือความต้องการในการผนวกเอากฎระเบียบชุมชนเข้าไปไนกฎระเบียบนั้นและข้อเสนอเหล่านั้นได้รับการตอบรับด้วยดีจากหน่วยงานรัฐและได้รับการพิจารณาเมื่อมีการกำหนดกฎระเบียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งรัฐซาบาห์ หลังจากนั้นทางศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพของรัฐซาบาห์ได้เชิญปากอส ทรัสต์ร่วมประชุมเพื่อกำหนดกฎระเบียบความหลากหลายทางชีวภาพแห่งรัฐซาบาห์ฉบับนี้ในช่วงหลัง

ข้อท้าทายในการเอากฎระเบียบชุมชนลงไปสู่การปฏิบัติการ ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎระเบียบชุมชนในระดับหมู่บ้าน อำเภอ และรัฐ กฎระเบียบชุมชนถูกมองว่าเป็นกฎระเบียบที่ด้อยกว่ากฎระเบียบที่มาจากรัฐบาล ดังตัวอย่าง เมื่อคนข้างนอกเข้าหมู่บ้าน เขาจะไม่ให้ความสนใจต่อกฎระเบียบชุมชนมากนัก เพราะว่ารัฐบาลได้อนุญาตให้นักวิจัยลงไปทำวิจัยในหมู่บ้านนั้นๆแล้ว ชุมชนส่วนใหญ่ทึกทักเอาว่ารัฐบาลได้รับผลประโยชน์ในการที่ให้คนบางคนเข้าสู่พื้นที่ของเขา ในระดับอำเภอและระดับรัฐ การกำหนดกฎระเบียบเฉพาะที่บังคับโดยชุมชน บ่อยครั้งถูกมองว่าไม่มีความจำเป็นและกลายเป็นอุปสรรค จึงทำให้กลายเป็นสิ่งกีดขวางในการปฏิบัติการในระดับหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นจึงมีแนวโน้มที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจะเพิกเฉยกฎระเบียบที่ทำขึ้นโดยชุมชน

กฎระเบียบของชุมชนโดยตัวของมันเองไม่สามารถควบคุมและใช้อย่างได้ผล หากปราศจากความร่วมมือจากสมาชิกทั้งหมดในหมู่บ้านและสอดคล้องกับกฎระเบียบตามประเพณีที่มีอยู่ ทั้งชุมชนและเจ้าหน้าที่รัฐมีความเหมือนกัน คือเข้าใจและศรัทธาต่อกฎระเบียบประเพณีน้อยมาก ความใจกว้างของชนเผ่าพื้นเมืองในชุมชนที่มีต่อคนข้างนอก บ่อยครั้งถูกเอาเปรียบจากคนข้างนอก เงินรางวัลที่นักวิจัยให้กับผู้ที่ให้ข้อมูลหรือการเอาตัวอย่างทดสอบต่างๆจากในหมู่บ้าน ทำให้กฎระเบียบชุมชนไร้ประโยชน์

ประสบการณ์จากการบัญญัติและปฏิบัติการกฎระเบียบของชุมชน

การบัญญัติและปฏิบัติการกฎระเบียบของชุมชนมีผลเชิงบวกต่อชุมชนบูนดู พวกเขารู้สึกว่าเกิดการนำเอากฎจารีตประเพณีออกมาปฎิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประโยชน์โดยตรงกับนักวิจัยที่เข้ามาวิจัยในหมู่บ้าน กรณีของบุนดูชี้ให้เห็นว่ากฎระเบียบของชุมชนให้ประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายถ้ามีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและปฏิบัติตามได้อย่างชัดเจน การใช้เวลาสั้นๆหนึ่งสัปดาห์ในการที่เซ็นสัญญาระหว่างทั้งสองฝ่าย เวลาเหล่านี้มีความเหมาะสมที่จะให้นักวิจัยและชาวบ้านเกิดความเข้าใจและใกล้ชิดกันได้เป็นอย่างดี

เพื่อให้การปฏิบัติกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความจำเป็นที่ชุมชนและเจ้าหน้าที่รัฐบาลต้องรู้หลักคิดหรือปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังอย่างชัดเจน จะต้องเน้นว่ากฎระเบียบเป็นส่วนหนึ่งของกฎจารีตประเพณี ใช้สำหรับดูแลกิจกรรมในหมู่บ้าน ในการปกป้องผลประโยชน์ของชุมชน และไม่ใช่มีความประสงค์ที่จะขัดขวางคนภายนอกที่จะเข้ามาในชุมชน ต้องเข้าใจร่วมกันว่า แม้ว่านักวิจัยได้รับอนุญาตจากรัฐบาลที่จะเข้ามาทำวิจัยในหมู่บ้าน ไม่ได้หมายความว่านักวิจัยจะเข้ามาทำอะไรก็ได้ในหมู่บ้าน ในความเป็นจริงบทบัญญัติก่อนนั้นของรัฐบาลเองก็ควบคุมเรื่องการล่าสัตว์ คนที่ถือใบอนุญาตล่าสัตว์ก็ต้องยอมรับกฎจารีตประเพณีของหมู่บ้าน กรมกองต่างๆของรัฐบาลบางกรมบางกอง เช่น พิพิธภัณฑ์แห่งรัฐซาบาห์ จะขออนุญาตและประสานกับชุมชนในการที่จะทำอะไรก็ตามในพื้นที่ของชุมชนนั้นๆ

เพื่อให้มีความแน่นอนในการเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในกฎระเบียบชุมชนและปฏิบัติการของกฎระเบียบ ทั้งชุมชนและเจ้าหน้าที่รัฐบาลต้องสร้างความเข้าใจผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการและสัมมนาต่าง ๆ สำเนาของกฎระเบียบชุมชนได้ให้กับเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและนักวิจัยที่จะเข้ามาศึกษาวิจัยในหมู่บ้าน ขณะที่ชุมชนต้องรื้อฟื้นกฎจารีตประเพณีที่มีบทบาทในการปกป้องทรัพยากรและต้องไม่หลงเสน่ห์รางวัลที่เป็นเงินจากคนภายนอกที่หยิบยื่นให้เพื่อปิดปาก เพื่อเกิดความชัดเจนในข้อตกลงที่เหมาะสม จะต้องมีการร่างสัญญาระหว่างชุมชน นักวิจัยและคณะกรรมการที่รอบรู้และเชี่ยวชาญซึ่งได้รับการยอมรับจากหมู่บ้านเหล่านั้น โครงสร้างตามประเพณีของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านต้องได้รับการให้บทบาทที่เข้มแข็งและเล่นบทที่มีความสำคัญ กรรมการเหล่านี้สามารถที่จะติดตามความก้าวหน้าของกิจกรรมใด ๆในหมู่บ้าน และยื่นมือเข้าไปให้คำปรึกษาหารือตามความต้องการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาได้

1 ความคิดเห็น:

ไอ่ ฟ้า กล่าวว่า...

ขอบคุณนะคะที่นำข้อมูลดีดีมาให้หาความรู้